วิสัยทัศน์
สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดตราด เป็นองค์กรหลักในการอุปถัมภ์ คุ้มครอง สนองงานคณะสงฆ์ และขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคง ยั่งยืน อยู่คู่กับสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และเสริมสร้างสังคมให้มีความสุขด้วยหลักพุทธธรรม
ผอ.พศ
พ.ต.ท.พงศ์พร  พราหมณ์เสน่ห์
ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด
นายประเสริฐ  ลือชาธนานนท์
ผอ.พศ.จ.ตราด

นายศิริศักดิ์  ตาลบำรุง

สถิติผู้เข้าชมเว็ป
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้186
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้177
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้186
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว1098
mod_vvisit_counterเดือนนี้2127
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว4205
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด356922

ขณะนี้มีผู้ชม: 4
IP ของคุณ: 103.55.142.140
,
Now is: 2019-10-14 23:59

ผู้ที่ไม่เชื่อใครเลยคือ คนโง่ ! ผู้ที่เชื่ออะไรง่ายๆ คือ คนงมงาย !

ผู้ที่ไม่เชื่อใครเลยคือ คนโง่ !ผู้ที่เชื่ออะไรง่ายๆ คือ คนงมงาย ! ผู้ที่รู้จักรับฟังผู้อื่นและวิเคราะห์เหตุผลด้วยปัญญา ชื่อว่า ปราชญ์ !
ทำอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่าเชื่ออย่างฉลาดอ่านคำสอนของ พระพุทธเจ้าในกาลามสูตรนี้ ในสมัย พุทธกาล ชนชาว กาลามะ แห่งเกส ปุตตนิคม ในแคว้น โกศล มีครูบาอาจารย์ สอนเรื่อง ดับทุกข์ อยู่อย่างมากมาย พวกหนึ่ง สอนอย่างหนึ่ง อีกพวกหนึ่ง ก็สอน อีกอย่างหนึ่ง จนชาวบ้าน ไม่รู้ว่าคำสอน ไหนที่ เชื่อถือได้ จนพระ ผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเสด็จ ผ่านมา จึงทูลถาม เรื่องที่พวก เขากำลังงง กันไป หมดแล้ว ไม่อาจทราบได้ว่าข้อปฏิบัติอย่างใดจะดับทุกข์ได้โดยตรง
กาลามสูตร แปลว่า พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล เรียกว่า เกสปุตตสูตร ก็มีกาลามสูตร 
       กาลามสูตร แปลว่า พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล   เรียกว่า เกสปุตตสูตร ก็มี กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อ ไม่ให้เชื่องมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดี ก่อนเชื่อ มี 10 ประการคือ
1.       อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
2.       อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
3.       อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
4.       อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
5.       อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
6.       อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
7.       อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
8.       อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
9.       อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
10.    อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน
          เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล   ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่
           ความหมาย ของกาลามสูตร อย่าเข้าใจผิดว่าให้ปฏิเสธก่อน คือไม่เชื่อไว้ก่อนแต่หมายถึง ให้ทำใจเป็นกลางๆ ไว้ก่อน อย่าให้ตกไปในความเชื่อ หรือไม่เชื่อก่อนที่จะตรวจสอบหลักฐานเหตุผลทุกอย่างโดยถี่ถ้วน แล้วค่อยตัดสินใจภายหลังว่าจะเชื่อหรือไม่ "การขุดเพชรในพระไตรปิฎก นั้นมีความสำคัญสำหรับพุทธศาสนาส่วนที่ยังเป็นหมันอยู่ในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะกาลามสูตร, หรือส่วนที่
ยังไม่ได้กระเทาะเปลือก; และเป็นวิธีการที่เตรียมเสมอพระพุทธศาสนาในลักษณะที่มนุษย์แห่งยุคอวกาศ หรือยุคปรมาณูจะยอมรับไหว"  "สวรรค์ที่มีได้ในทุกอิริยาบถ เป็นสิ่งที่มองข้ามกันไปเสีย หรือถึงกับยังไม่มีใครมองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีได้จริง ยิ่งกว่าจริง! ที่นี่และเดี๋ยวนี้ก่อนการตายเป็นไหนๆ และไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติมมากไปกว่าที่กำลังลงทุน หรือกระทำกันอยู่แล้ว, แต่ไม่รู้จักทำมันให้เป็นสวรรค์ขึ้นมา เพราะขาดสติสัมปชัญญะ และ
ความรู้อันแท้จริงว่าหน้าที่การงานทุกอย่างนั้นแหละคือธรรมะ หรือพระเจ้าที่จะช่วยให้รอดได้อย่างแท้จริง"   ปรับความเข้าใจ ที่ผิดๆ เกี่ยวกับพุทธศาสนา เช่น ผู้ปฏิบัติธรรม คือผู้ที่ทิ้งบ้านเรือนหนึเข้าป่า, พุทธศาสนามีไว้สำหรับคนเบื่อโลก, หลักกรรม ทำดี-ได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำบุญไปสวรรค์ ทำบาปไปนรก เป็นหลักของพุทธศาสนา .. เป็นต้น พุทธศาสนามุ่งหมายอะไร ความมุ่งหมายของพุทธศาสนานั้น
มักถูกคนส่วนใหญ่เข้าใจไปเสียว่า มุ่งหมายจะนำคนไปเมืองสวรรค์ คนทั้งหลายมุ่งกันแต่จะเอาสวรรค์ ซึ่งเป็นแดนที่ตนจะได้เสพย์กามารณ์ตามปรารถนา นี่เป็นอุปสรรคอันสำคัญ ที่ทำให้คนเข้าถึงจุดมุ่งหมายของพุทธศาสนาไม่ได้ เพราะไปมุ่งเอาตัณหาอุปาทาน กันเสียหมด. ศาสนาในโลกนี้สรุปได้ 2 ประเภท คือ 1.ศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าหรือเทพเจ้า เช่นศาสนาคริสต์ อิสลาม พราหมณ์หรือฮินดู เป็นต้น 2.ศาสนาที่เชื่อในกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เช่นศาสนาพุทธ ศาสนาไชนะในอินเดีย เป็นต้น  ศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าก็สอนให้ผู้นับถือปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้า เมื่อผู้นับถือมีศรัทธาในพระเจ้าเขาก็ย่อมที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้าที่สอนให้รักผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ให้อภัยเมื่อมีผู้มาล่วงเกิน เป็นต้น เมื่อเขาปฏิบัติได้เขาก็ย่อมที่จะมีทุกข์น้อยลงได้ และในทางตรงกันข้ามเขาก็ย่อมที่จะมีสุขมากขึ้นด้วย ส่วนศาสนาที่สอนให้เชื่อในธรรมชาติก็จะสอนให้ผู้นับถือรู้จักว่าการปฏิบัติเช่นไรที่ปฏิบัติแล้วจะเกิดทุกข์ และการปฏิบัติเช่นไรที่ปฏิบัติแล้วจะเกิดสุข รวมทั้งสอนว่าการปฏิบัติเช่นไรที่ปฏิบัติแล้วจะไม่มีทุกข์ เมื่อผู้นับถือมีศรัทธาในคำสอนเขาก็ย่อมที่จะละเว้นการปฏิบัติที่จะทำให้เกิดทุกข์และปฏิบัติในส่วนที่จะทำให้เกิดสุข รวมทั้งมาปฏิบัติเพื่อให้มีทุกข์น้อยลงด้วย                            
 ความแตกต่างระหว่างศาสนาทั้งสองประเภทนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติเพื่อให้มีทุกข์น้อยลงและมีสุขมากขึ้นเลย จะต่างกันบ้างก็เพียงการมองสิ่งที่เชื่อเท่านั้น ดังนั้นถ้าเราจะหันมาเอาหลักปฏิบัติอันเป็นแก่นหรือหัวใจของทุกศาสนามาศึกษาและปฏิบัติแล้ว ทุกศาสนาก็จะสามารถประสานกันเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการที่จะสร้างสันติสุขให้แก่ปัจเจกบุคคลและสร้างสันติภาพให้แก่โลกได้อย่างง่ายดาย                           
พุทธศาสนาจะมีจุดเด่นอยู่ที่หลักความเชื่อ ซึ่งเป็นหลักความเชื่อเดียวกับหลักวิทยาศาสตร์ คือพุทธศาสนานาจะสอนให้ผู้นับถือเกิดความเชื่อขึ้นด้วยตนเองโดยไม่ต้องเชื่อใคร หรือเรียกว่ามีปัญญานำหน้าความเชื่อ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพุทธศาสนาจะยอมรับนับถือธรรมชาติที่ปรากฏ ซึ่งใครๆ ก็สามารถรับรู้ถึงกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ปรากฏขึ้นมาจริงๆ ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเชื่อจากใครๆ ก็ได้ อย่างเช่นพุทธศาสนาจะสอนว่า ถ้าเราเกิดความโกรธ จิตใจของเราก็เร่าร้อนทรมาน เหมือนถูกไฟเผา หรือเมื่อเราเกิดความรัก จิตใจของเราก็จะเกิดความวิตกกังวลขึ้นมาทันที เป็นต้น ซึ่งใคร ๆ ก็สามารถที่จะรับรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเชื่อจากคนอื่นเพราะมันเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นแก่จิตใจของทุกคนอยู่แล้ว                            
แต่ในปัจจุบันพุทธศาสนาได้มีคำสอนของศาสนาพราหมณ์เข้ามาปลอมปนอยู่อย่างมากมาย อย่างเช่นเรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า ผี เทวดาที่เป็นตัวตนบุคคล รวมทั้งเรื่องชาติหน้า ชาติก่อน เป็นต้น ซึ่งมันไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ถึงแม้ในอดีตหลักคำสอนนี้มันอาจจะมีประโยชน์ต่อคนที่ยังด้อยความรู้เช่นคนป่า คนดงหรือคนแก่ คนเฒ่าอยู่บ้างก็ตาม สมัยนี้เป็นยุคแห่งความรู้ ดังนั้นเราจึงควรที่นำเอาหลักคำสอนที่แท้จริงของพุทธศาสนามาเผยแพร่เพื่อให้ผู้คนที่มีความรู้และกำลังห่างไกลศาสนาจะได้มีความเข้าใจต่อหลักพุทธศาสนาที่แท้จริง เพื่อช่วยให้คนที่กำลังมีทุกข์จะได้หมดทุกข์หรือมีทุกข์น้อยลงและมีสุขมากขึ้น หลักกาลามสูตรนี้จะให้อิสระแก่ผู้นับถืออย่างเต็มที่ คือไม่บังคับว่าจะต้องเชื่ออย่างเดียว แต่จะท้าทายให้มาทดลองปฏิบัติ ถ้าไม่ได้ผลก็ไม่ต้องมาเชื่อ ต่อเมื่อได้ผลจึงค่อยมาเชื่อ ซึ่งเหตุที่ไม่สอนให้เชื่อจากทั้ง 10 ข้อนั้นก็เป็นเพราะทุกข้อมันอาจจะมีจุดที่ผิดพลาดได้ทั้งสิ้น อย่างเช่นการเชื่อจากกตำรา ซึ่งตำรานั้นก็อาจจะถูกเปลี่ยนแปลงมาก่อนแล้วก็ได้ หรือคนแต่งอาจจะมีความเห็นที่ผิดมากก่อนแล้วก็ได้ หรือแม้เหตุผลก็อาจผิดได้ถ้าข้อมูลมันผิด หรือสามัญสำนึกของเรามันก็เป็นเพียงความรู้ต่ำ ๆ หรือการคาดเดาเอาเท่านั้นจึงเอาแน่ไม่ได้ เป็นต้น                          
แต่ถึงแม้คำสอนนั้นจะถูกต้องเราก็ยังต้องนำเอามาทดลองปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงเสียก่อน ซึ่งความเห็นแจ้งรู้จริงนี้จะทำให้เกิดความเชื่อที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งจะทำให้เกิดความรู้ที่แตกฉานอย่างยิ่งอีกด้วย ส่วนในกรณีที่ไม่นำคำสอนที่แม้จะถูกต้องนั้นมาทดลองปฏิบัติก็จะไม่บังเกิดผลอะไรแก่เราอย่างแท้จริงเลย มันก็จะเป็นเพียงความรู้ที่ได้รู้มาและจำได้เท่านั้น                    
พุทธศาสนาที่แท้จริงนั้นจะต้องมีปัญญานำหน้าความเชื่อเสมอ ซึ่งหลักในการใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อนี้เป็นหลักที่ท้าทายอย่างยิ่ง คนที่ไร้ปัญญาหรือมีปัญญาน้อยย่อมที่จะรับไม่ได้ จะมีก็แต่คนที่พอจะมีปัญญาอยู่บ้างเท่านั้นที่พอจะรับได้  หลักกาลามสูตรนี้ชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกที่มีความรู้จะชื่นชอบอย่างยิ่ง เพราะตรงกับความต้องการที่ต้องการอิสระของเขา แต่ชาวพุทธหัวโบราณกลับไม่ยอมรับ เพราะไม่ตรงกับความเชื่อเก่าของศาสนาพราหมณ์ที่ปลอมปนอยู่กับพุทธศาสนามาช้านานแล้ว                          
 จึงขอฝากให้ปัญญาชนทั้งหลายให้ช่วยกันนำเอาหลักคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าออกมาเผยแพร่ เพื่อกอบกู้พุทธศาสนาที่แท้จริงให้เป็นอิสระจากการครอบงำของศาสนาพราหมณ์อย่างที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่าให้มีแต่ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนา แต่กลับมีแต่คำสอนของศาสนาพราหมณ์อยู่เต็มไปหมด แล้วก็ทำให้คำสอนที่แท้จริงของพุทธศาสนาถูกปิดบังเอาไว้อย่างมิดชิด ทำให้ผู้คนไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากพุทธศาสนา สังคมจึงยังคงมีแต่ปัญหาและความเดือดร้อนอย่างที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ต่อเมื่อพุทธศาสนาที่แท้จริงปรากฏออกมา ความสงบสุขและสันติภาพก็จะกลับมาได้อีกครั้งหลังจากที่ได้สูญเสียมันไป  "

แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2009 เวลา 04:37)

 
สมเด็จพระสังฆราช
เจ้าคณะจังหวัดตราด (ม)
พระบุรเขตธรรมคณี
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ฉบับประชาชน

แผนที่วัดในจังหวัดตราด
คู่มือการปฏิบัติงานฯ
เจ้าคณะจังหวัดตราด (ธ)
พระวิมลเมธาจารย์
บวชเฉลิมพระเกียรติฯ ๗๙ รูป
จัดซื้อจัดจ้าง
การเบิกจ่ายนิตยภัต
Hot line ร้องทุกข์


“ไม่ขี้โกง คนดีที่ไทยต้องการ”
"วัคซีนต้านทุจริต ปลุกจิตสำนึก คนไทยไม่โกง"
งบทดลองปีงบฯ

“ไม่ยอม ไม่ทน ไม่เฉย รวมพลังคนไทยไม่โกง“
“รวมพลังคนไทยไม่โกง“
โครงการหมู่บ้านรักษาศึล ๕

ประวัติความเป็นมา >>คลิกที่นี่<<
ใบสมัครเข้าโครงการ>>
คลิกที่นี่<<

ประวัติวัดในจังหวัดตราด
ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร